ปี 3 ต้องออกหางาน? เส้นทางอนาคตของนักศึกษาญี่ปุ่นที่กำหนดได้เองก่อนจะเรียนจบ

ถ้าพูดถึงโค้งสุดท้ายของการใช้ชีวิตของนักศึกษาก็ต้องเป็นช่วงปี 3-4 ที่จะต้องคิดถึงเรื่องอนาคตให้หนักกว่าเดิม เรียนจบแล้วจะไปทำอะไร? จะหางานได้ไหม? นับว่าเป็นช่วงที่ทรหดที่สุดในชีวิตรั้วมหาวิทยาลัยเลยก็ว่าได้ แล้วถ้าเป็นเรื่องของการหางานนั้นระบบที่ไทยก็คงจะเป็นช่วงปี 4 เทอม 2 เป็นต้นไป หลังฝึกงานจบก็จะเริ่มยื่นสมัครเข้าทำงานตามบริษัทต่างๆ กลับกันถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น เหล่านักศึกษาจะต้องเตรียมหางานตั้งแต่ช่วงปี 3-4 เป็นต้นไปแทน เพิ่งจะผ่านพ้นอายุ 20 ไปแท้ๆ ทำไมถึงต้องหากันไวขนาดนี้ด้วยล่ะ?

 

โอกาสมาต้องคว้าเอาไว้

ถ้าพูดถึงชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยย่อมมีความเครียดตามมาเสมอ เพราะเป็นเส้นตายของการกำหนดอนาคตตัวเองแล้วว่าจะไปทิศทางไหน โดยปกติส่วนใหญ่ถ้าเป็นที่ไทย นักศึกษาจะเริ่มออกหางานกันหลังเรียนจบ หรือบางคนฝึกงานที่ใดจบก็เข้าทำงานบริษัทนั้นต่อเลยก็มี ซึ่งระยะเวลาก็จะอยู่ที่ช่วงประมาณปลายปี 4 กันซะเป็นส่วนใหญ่ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและคณะด้วย)

หรือนักศึกษาบางคนเรียนจบไปสักพัก ขอพักผ่อนสัก 2-3 เดือนก่อนจะตัดสินใจทำงานก็มี แต่สาเหตุหลักส่วนใหญ่ที่นักศึกษาไทยออกหางานช้านั้นเป็นเพราะว่า มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะกำหนดให้นักศึกษาฝึกงานช่วงปี 4 ดังนั้น ในเมื่อยังไม่ได้ฝึกงานก็ยังไม่สามารถหางานได้เพราะถือว่ายังจบการศึกษาไม่สมบูรณ์ และบางบริษัทก็จะรีบถามหาถึงใบทรานส์คริปและใบปริญญาบัตร ง่ายๆ คือถ้ายังไม่จบพร้อมสมบูรณ์ บริษัทไทยก็ยังไม่เปิดโอกาสรับสมัครเด็กจบใหม่ จนเกิดเป็นอุปสรรคสำหรับการหางานของใครหลายคน แต่บางบริษัทก็อนุโลมให้เด็กจบใหม่สามารถเข้าทำงานก่อนที่จะรับปริญญาก็มี รวมถึงประเทศไทยก็ไม่ได้มีฤดูรับสมัครหางานเป็นรอบๆ เหมือนดั่งญี่ปุ่นด้วย

แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นจะตรงข้ามกันอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่แล้วทางนักศึกษาญี่ปุ่นจะเริ่มออกหางานตั้งแต่ช่วงปี 3-4 เป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเร็วกว่าบ้านเราเป็นปี เห็นว่าต้องออกหางานกันเร็วขนาดนี้คงคิดว่าทางมหาวิทยาลัยจะบังคับกันใช่ไหมล่ะ?

แต่เปล่าเลย แท้จริงแล้วการออกหางานเร็วไม่ได้เป็นกำหนดการของทางมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด แต่เป็นของทางบริษัทญี่ปุ่นเองที่เปิดรับสมัครพนักงานใหม่ในช่วงนักศึกษากำลังเข้าสู่ช่วงต้นปี 3 หรือปี 4 พอดี หรือนั่นก็คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เดือนเมษายน) คนญี่ปุ่นจะถือว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ซึ่งดอกซากุระที่เรารู้จักกันนั้นเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการเปิดภาคเรียน หรือเปิดรับสมัครพนักงานก็จะไปอยู่ในช่วงเดือนเมษายนนั่นเอง

ในเมื่อช่วงเดือนเมษายนกลายเป็นช่วงที่ทางบริษัทเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ ทำให้มีนักศึกษาชั้นปี 3 และปี 4 ทั่วประเทศต่างพากันสวมชุดสูทสีดำ พร้อมสะพายกระเป๋าเอกสารออกเดินหางานตามบริษัทต่างๆ บางคนก็ออกไปเก็บข้อมูลตามงานแนะแนว งานสัมมนาของโครงการต่างๆ บางคนก็ตัดสินใจรีบสมัครและสัมภาษณ์ทันที เพราะการหางานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถือว่าเป็นการแข่งขันค่อนข้างสูง สูงถึงขนาดที่ส่งยื่นใบสมัครไปอย่างน้อย 20 – 30 ที่ แล้วสัมภาษณ์ไม่ผ่านหมดก็มี บางคนส่งไปเป็นร้อยก็มีเช่นเดียวกัน ดังนั้น ช่วงเดือนเมษายนจึงกลายเป็นโอกาสทองของนักศึกษาที่กำลังจะหางานทำ

 

รู้ตัวก่อนเป็นยอดดี

ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า การที่ได้รู้เส้นทางของตัวเองตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมก่อนออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอกอย่างแท้จริง ง่ายๆ คือยิ่งออกหางานเร็วเท่าไร ยิ่งทำให้เราค้นหาอนาคตตัวเองได้เร็วขึ้นมากเท่านั้น บางคนยังไม่รู้ว่าเรียนจบไปจะทำอะไร แต่พอถึงช่วงฤดูหางานแล้วก็ต้องมานั่งคิดวิตกว่าจะเอายังไงกับอนาคตของตัวเองดี หรืออีกข้อหนึ่งก็คืออย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าการหางานของคนญี่ปุ่นนั้น โดยเฉพาะเด็กจบใหม่เป็นการแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะใน 1 ปีมีนักศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกว่าแสนคน ทำให้แต่ละบริษัทต้องมีการคัดกรองนักศึกษาแบบเข้มงวดและพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่จะมีการจัด สอบสัมภาษณ์งานมากกว่า 1 ครั้ง ด้วยกัน ถ้าใครผ่านทุกรอบตามที่บริษัทกำหนดไว้ได้ ก็พร้อมเข้าทำงานได้เลย

สังเกตว่ากว่าจะได้เข้าทำงานในบริษัทที่ตัวเองตั้งใจได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่บอกว่าแต่ละบริษัทสัมภาษณ์มากกว่าหนึ่งครั้งก็คงไม่ได้นัดวันเพื่อให้มาสัมภาษณ์แบบติดๆ กันแน่นอน แต่จะต้องใช้เวลานานพอสมควรในการนัดเป็นรอบๆ ตามกำหนดไปแล้วแต่ทางบริษัท ด้วยเหตุนี้การหางานเร็วจึงเป็นข้อดีและข้อได้เปรียบในเรื่องเวลา เพราะบางที่กว่าบริษัทจะติดต่อกลับมาก็ใช้เวลาอยู่นานโข บางคนกว่าได้เข้าทำงานก็เรียนจบพอดี

แต่ถ้าให้มาสังเกตจริงๆ คิดว่าช่วงเวลาการหางานของเหล่านักศึกษาไม่ใช่แค่เป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยทำงานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีความพยายามและอดทนที่จะเอาชนะต่ออุปสรรคที่ขวางกั้นไปให้ได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราได้เรียนรู้ถึงข้อดีข้อเสียของตัวเองเพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานในอนาคตได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่ากว่าคนญี่ปุ่นจะเดินทางเข้าสู่วัยทำงานได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะการสอบ การหางาน ความกดดันในการสัมภาษณ์งาน ถือว่าเป็นอุปสรรคและเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ด้วยเหตุนี้คนญี่ปุ่นจึงตั้งใจและมุ่งมั่นขยันทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ จะว่าพวกเขาบ้างานก็คงจะไม่แปลก เพราะกว่าจะมาอยู่จุดนี้ได้ต้องผ่านอะไรมาเยอะ ถือว่าเป็นบททดสอบการดำเนินชีวิตในฐานะคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

Posts created 47

Related Posts

Begin typing your search term above and press enter to search. Press ESC to cancel.

Back To Top