seferihisar escort - menderes escort - buca escort - beylikdüzü escort bayan

ใบปริญญาไม่ต้อง! จริงหรือที่คนญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องเรียนต่อมหาวิทยาลัย?

อย่างที่รู้กันอยู่ว่าระบบการเรียนการสอนของไทยบ้านเรานั้นเข้มข้นมาก โดยเฉพาะระบบ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในแต่ละครั้งมีเด็กม.6 นับแสนชีวิตที่ต้องแย่งชิงฟันฝ่าเพื่อให้ได้เข้ามหาวิทยาลัยที่ตัวเองต้องการเพื่อให้ได้ใบปริญญามาครอง ซึ่งใบปริญญานี้สำคัญกับชีวิตของคนในสมัยนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นหน้าเป็นตาในสังคม หน้าที่การงานหรือมอบให้พ่อแม่ได้ภูมิใจ แต่! ถ้าเป็นที่ประเทศญี่ปุ่นล่ะก็ใบปริญญาไม่ได้จำเป็นแบบบ้านเราขนาดนั้นค่ะ มีเด็กญี่ปุ่นไม่น้อยที่ตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เป็นเพราะอะไรกัน? หาคำตอบได้ในบทความด้านล่างนี้เลยค่ะ

ไม่มีปริญญาแล้วจะทำงานยังไง?

ในทางปฏิบัติของบ้านเรา เรียกได้ว่าการเรียนจบปริญญาตรีถือเป็นวุฒิขั้นต่ำที่ทุกคนต้องมีก่อนสมัครเข้าทำงานในบริษัท ผิดกับประเทศญี่ปุ่นที่ใบปริญญาตรีไม่ได้สำคัญขนาดนั้น สังเกตได้ว่าในซีรีส์ที่ได้ดูหรือมังงะที่ได้อ่านกันนั้น มักจะมีตัวเอกที่เรียนจบม.ปลายแล้วไม่ตัดสินใจต่อมหาวิทยาลัย อาจจะไปหางานทำหรือเรียนต่อเซมมง (โรงเรียนเฉพาะทาง) กันบ้าง นอกจากนี้ยังมีทางเลือกอื่นๆ เช่น อาชีวศึกษา อนุปริญญา ฯลฯ เหตุเพราะสังคมของญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดตายตัวให้ทุกคนต้องเรียนจบปริญญาตรี บางบริษัทสามารถรับเด็กจบม.ปลายเข้าทำงานได้เลย เพราะบางตำแหน่งงานไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะถึงขั้นปริญญาก็สามารถทำงานได้ รวมถึงบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะคำนึงถึงวัฒนธรรมองค์กรเป็นหลัก ไม่ว่าคุณจะจบจากที่ไหนมา แต่คุณก็ต้องมาเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรและระบบงานใหม่ของที่บริษัทอยู่ดี ทำให้มีเด็กญี่ปุ่นไม่น้อยที่เรียนจบม.ปลายแล้วเข้าทำงานบริษัทเลย

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กตัดสินใจไม่เรียนต่อก็คือ การเรียนมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นนั้นต้องใช้เงินสูงมาก เด็กส่วนใหญ่ก็อยากจะเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งระดับมหาวิทยาลัยแห่งชาติและเอกชน แต่มหาวิทยาลัยเอกชนก็ค่าเทอมแพงหูฉี่ และต่อให้ได้ทุนมาเรียนก็ต้องทำงานใช้ทุนแบบหืดขึ้นคอหลังเรียนจบอยู่ดี

หรือจะเข้ามหาวิทยาลัยรัฐก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะจำนวนที่นั่งสำหรับนักศึกษาใหม่ก็มีน้อย นอกจากข้อสอบในการคัดเลือกจะยากแล้วการแข่งขันก็สูงด้วย ในแต่ละปีจึงมีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อทันทีหลังเรียนจบม.ปลาย แต่เลือกหยุดพักไปปีสองปีเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสอบ หรือไม่ก็ทำงานหาเงินค่าเรียนไปก่อน ต่างจากบ้านเราที่ขึ้นม.6 ปุ๊บก็จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยภายในปีนั้นทันที

เหตุผลอีกข้อก็คือเด็กๆ บางคนก็อยากไปเรียนสายเซมมงเฉพาะทางมากกว่า เพราะสามารถเรียนเกี่ยวกับสายอาชีพที่ตัวเองใฝ่ฝันอย่างถึงพริกถึงขิง และต่อให้คุณจบเซมมงก็สามารถมีการมีงานทำดีๆ ได้ไม่แพ้ระดับมหาวิทยาลัย

 

คนในวงการบันเทิงก็ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยทุกคน

รวมถึงยังมีคนดังในวงการบันเทิงไม่น้อยที่ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะในเมื่อมีงานทำในวงการอยู่แล้ว ต่อให้เรียนจบเพียงระดับม.ปลายก็มีงานรองรับต่อไปถึงอนาคต ดังนั้น คนญี่ปุ่นคนใดที่ได้เหยียบเข้าวงการบันเทิงแล้วก็จะค่อนข้างสบายในแง่นี้ เพราะถ้าประพฤติตัวดีไม่มีเรื่องเสื่อมเสียก็จะมีงานเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ดับง่ายๆ

แต่ก็ยังมีดารานักร้องหลายคนที่ตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีงานรองรับอยู่แล้ว อย่างไอดอล ซากุไร โช แห่งวงอาราชิ ก็เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเคโอ หรือยามาชิตะ โทโมฮิสะ (ยามะพี) จบจากมหาวิทยาลัยเมจิ ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศทั้งคู่แต่ทั้งสองก็สามารถทำงานในวงการบันเทิงไปพร้อมกับเรียนมหาวิทยาลัยได้ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยทีเดียว ทำให้คนในวงการบันเทิงที่เรียนจบมหาวิทยาลัยได้นั้นจะเป็นที่พูดถึงในสังคมอย่างมาก รวมถึงยังเป็นตัวอย่างที่ดีและแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้องในค่ายได้อีกด้วย

 

แล้วเด็กที่เรียนต่อมหาวิทยาลัยล่ะ?

มหาวิทยาลัยโตเกียว (โทได)

ถึงในสังคมญี่ปุ่นจะไม่ต้องเรียนจบมหาวิทยาลัยก็สามารถมีงานทำได้ แล้วทำไมยังมีเด็กๆ หลายคนที่มุ่งมั่นอยากสอบติดเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ กันล่ะ? แน่นอนว่าคนเรียนจบสูงกว่าก็ต้องมีเงินเดือนที่สูงกว่าและมีหน้ามีตาในสังคม เพราะนอกจากจะเรียนเก่งมากๆ แล้วทางบ้านต้องมีฐานะพอควรจึงจะรับค่าใช้จ่ายไหว บัณฑิตมหาวิทยาลัยจึงถือว่าเป็นคนที่ดูดีมีเกรดในสังคมระดับหนึ่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้แล้ว ความใฝ่ฝันของเด็กบางคนก็ผูกอยู่กับมหาวิทยาลัยด้วย บางคนอยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพราะสาขานั้นมีทุนให้ไปแลกเปลี่ยนไกลถึงต่างประเทศก็มี เช่น สายภาษาศาสตร์ ถ้าเรียนภาษาไหนก็จะได้ไปเยือนถึงประเทศนั้น หรือสายอาชีพก็บังคับให้ต้องเรียนจบจากสาขานั้นๆ จึงจะได้วุฒิ ไม่ว่าจะหมอ นักกฎหมาย สถาปนิก ครู วิศวกร ดังนั้น การเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยก็ยังจำเป็นในการทำงานสำหรับบริษัทส่วนใหญ่อยู่แต่ไม่ใช่แบบบ้านเราที่ขั้นต่ำต้องปริญญาตรีเกือบจะทุกที่ทุกตำแหน่ง

สังเกตได้ว่าถ้าถึงฤดูกาลสอบเมื่อไร ตามศาลเจ้าต่างๆ จะเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนที่ต่างมาข้อพรและเขียนคำอธิษฐานลงบนป้ายเอมะ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเด็กญี่ปุ่นจำนวนมากก็ยังคงให้ความสำคัญกับการสอบมหาวิทยาลัยอยู่ดี

 

ยอดสอบเข้ามหาวิทยาลัยลดลง

ปัจจุบันการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่นก็ยากและแข่งขันกันสูงไม่ต่างจากเมื่อก่อน แต่หลังๆ มานี้จำนวนยอดเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับลดลง เพราะประสบปัญหามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นมีมากเกินไป ทางกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งญี่ปุ่น ให้ข้อมูลไว้ว่าปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นมีมหาวิทยาลัยรวมทั้งหมดถึง 780 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเยอะมากถ้าให้เทียบกับจำนวนเด็กที่หันไปเรียนสายอาชีพบ้าง หันไปทำงานบ้าง เพราะเหตุนี้ทำให้มหาวิทยาลัยขนาดเล็กและมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งต้องปิดตัวลงไปไม่น้อยเพราะรับผลขาดทุนไม่ไหว เมื่อช่วงสิ้นปี 2015 ที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยปิดตัวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15 แห่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาสังคมผู้สูงอายุ เพราะคนญี่ปุ่นหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่นิยมมีบุตรกัน ทำให้ประชากรที่อายุถึง 18 ปีลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น โดยปีที่ญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 18 ปีมากที่สุดคือปี 1966 (2.49 ล้านคน) จากนั้นก็ลดลงมาตลอด ในปี 1993 มี 2.05 ล้านคน แล้วไม่เคยถึง 2 ล้านคนอีกเลย ในปี 2009-2017 อยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคน แม้ทางรัฐบาลจะออกนโยบายส่งเสริมให้คนมีบุตรกัน (เช่นถ้ามีลูกคนที่ 4 รับเงินสนับสนุนไปเลย 1 ล้านเยน) แต่ประชากรเกิดใหม่ก็ยังคงมีแนวโน้มว่าจะลดลงไปอีกเรื่อยๆ

สรุปได้ว่าใบปริญญาก็สำคัญกับคนญี่ปุ่นอยู่พอสมควร แต่ต่อให้ไม่มีก็สามารถทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้เหมือนกันเพราะยังมีการศึกษาทางเลือกอื่นๆ หรือจะทำงานโดยไม่มีวุฒิใดๆ เลยก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เด็กทุกคนก็จำเป็นต้องเรียนมัธยมปลายจบให้ได้ซะก่อนเป็นขั้นต่ำถึงจะตัดสินใจเรื่องอนาคตของตนเองในขั้นต่อไปได้

 

อ้างอิง

Posts created 151

Related Posts

Begin typing your search term above and press enter to search. Press ESC to cancel.

Back To Top

öykü gürman müzikleri - ahmet kaya müzikleri - sertap erener müzikleri - ayşe hatun önal müzikleri - sezen aksu müzikleri