คืนชีพธุรกิจสิ่งพิมพ์แบบไต้หวัน แค่อ่านหนังสือให้เหมือนกับการกินข้าว

ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมาธุรกิจสิ่งพิมพ์ในบ้านเราได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนแปลงและขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้หลายสำนักพิมพ์ต้องปิดตัวลงไปกว่า 60 แห่ง สำนักพิมพ์ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตเริ่มลดรายจ่ายโดยจ้างคนงานน้อยลงหรือไม่ก็ผลิตหนังสือน้อยลง ไม่เพียงแค่ในไทยเท่านั้นที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์แย่ลงจนเกิดเป็นคำพูดที่ว่า สิ่งพิมพ์กำลังจะตาย แต่อีกหลายๆ ประเทศรวมถึง ไต้หวัน ก็กำลังเผชิญปัญหาและต้องพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากวิกฤตินี้กัน

แต่อุตสาหกรรมหนังสือในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ก็ได้ทะยานจากจุดต่ำสุดมาสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง โดยไม่ใช่ด้วยอีบุ๊กอย่างที่หลายคนน่าจะคาดเดากันด้วย เพราะอะไรกัน?

จากที่เคยหดตัวเหลือเพียง 1 ใน 3

ขอเกริ่นก่อนว่าไต้หวันเป็นประเทศที่เจอวิกฤติคล้ายๆ บ้านเราคือในช่วงปี 2013 ถึง 2015 สำนักพิมพ์และร้านขายหนังสือรายใหญ่ทยอยปิดกิจการลง นอกจากนี้สถิติยอดขายในธุรกิจหนังสือของไต้หวันในปี 2015 มีมูลค่าลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากเดิม 36,700 ล้าน เหลือเพียง  11,300 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือเหลือเพียง 30% ของมูลค่าตลาดเดิม

และจากเดิมที่เคยสั่งพิมพ์หนังสือปกใหม่ประมาณ 3,000 เล่มต่อครั้งก็ลดเหลือ 500-1,000 เล่มต่อครั้ง ทว่าในปี 2018 ยอดสั่งพิมพ์หนังสือปกใหม่กลับเพิ่มเป็น 4,000 เล่มและมีหนังสือปกใหม่กว่า 40,000 ปกออกจำหน่ายในงาน Taipei International Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

สิ่งพิมพ์คืนชีพ?

ประธานสมาคมผู้จัดพิมพ์แห่งไทเปซึ่งเป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือระหว่างผู้อยู่ในธุรกิจสิ่งพิมพ์กับรัฐบาลเคยให้สัมภาษณ์ว่า ที่ไม่ทิ้งสิ่งพิมพ์เพื่อไปลุยอีบุ๊กแบบเต็มๆ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ (ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่คนไต้หวัน) ชอบอ่านหนังสือเล่มมากกว่าอีบุ๊กกันอยู่แล้ว ทว่าเพราะเทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบมาอย่างหนักหน่วงอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ทางรัฐบาลและคนที่อยู่ในธุรกิจก็พยายามคิดหาวิธีเอาตัวรอดในวิกฤตินี้ไปให้ได้โดยทำให้หนังสือเล่มโตไปพร้อมๆ กับอีบุ๊ก

วัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแกร่งเริ่มต้นที่เด็ก

คำตอบของการฟื้นตัวครั้งนี้อาจมาจากรากฐานความรักการอ่านที่มีอยู่ในตัวชาวไต้หวันทุกคน รัฐบาลไต้หวันค่อนข้างให้ความสำคัญกับหนังสือสำหรับเด็ก โดยมีนโยบายให้จัดงานหนังสือแห่งชาติเฉพาะหนังสือเด็กด้วย หรือแม้แต่ในงาน Taipei International Book Fair ก็ได้มีการจัดโซนหนังสือเด็กโดยเฉพาะ โดยภายในโซนนี้ไม่ได้มีแค่หนังสือ แต่ได้รวมทุกกิจกรรมที่เด็กให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นเกม ของเล่น นิทรรศการเพื่อให้เด็กๆ คุ้นเคยและรู้สึกสนุกเวลามาเที่ยวงานหนังสือ

ด้วยความที่คนไต้หวันถูกปลูกฝังเรื่องการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กทำให้คนไต้หวันมีวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแรง สำหรับชาวไต้หวัน การอ่านหนังสือเป็นกิจวัตรที่ไม่ต่างจากการกินข้าวหรืออาบน้ำ ดังนั้นแม้ว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์จะมีช่วงให้ล้มลุกคลุกคลานอยู่ช่วงหนึ่งแต่เมื่อผ่านช่วงช็อกไปก็ฟื้นกลับมาโดยง่ายเนื่องจากประชาชนคุ้นเคยกับการอ่านหนังสือเล่มอยู่แล้ว ทั้งอัตราเติบโตของยอดขายหนังสือรูปเล่มก็แซงหน้าอีบุ๊กอีกด้วย โดยในปี  2017 อีบุ๊กโตร้อยละ 10 ส่วนหนังสือโตร้อยละ 22 ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็มักปรากฎให้เห็นในประเทศที่วัฒนธรรมการอ่านหนังสือฝังลึกอยู่ในชีวิตของประชาชนเพราะไม่ใช่แค่ไต้หวันแต่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในอังกฤษ อินเดีย อเมริกาก็เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ

กล่าวได้ว่ากระแสดิจิตอลเข้ามาทำให้ชาวไต้หวันห่างหายจากหนังสือไปได้เพียงพักหนึ่ง แต่เมื่อกระแสซาไป ชาวไต้หวันก็หันมาจับหนังสืออ่านเหมือนเดิม

ส่งออกหนังสือขายต่างประเทศหนุนให้โตทะยาน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สำนักพิมพ์ในไต้หวันยังอยู่ได้ก็มาจากการขายลิขสิทธิ์หนังสือให้กับประเทศต่างๆ ในงาน Taipei International Book Fair นี้เอง ที่ได้ชื่อว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียไม่ใช่แค่เพราะมีสำนักพิมพ์ในประเทศหลายร้อยแห่ง แต่ในงานยังรวบรวบหนังสือจากทั่วทั้งเอเชียมาไว้ในงานกว่า 1,000 บูธ งานนี้จึงกลายเป็นแหล่งช็อปปิ้งลิขสิทธิ์หนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์น้อยใหญ่จากต่างประเทศเฝ้ารอจะมาหาซื้อคอนเทนต์ดีๆ ที่นี่

ประกอบกับการที่ประเทศจีนควบคุมเนื้อหาเข้มงวดยิ่งขึ้น ไม่ให้ตีพิมพ์เนื้อหาประเภทภูติผี วิญญาณ การกลับชาติมากเกิด การทะลุมิติหรือเรื่องในรั้วในวัง ไต้หวันที่ไม่มีข้อห้ามเรื่องเหล่านี้จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่มีคอนเทนต์กว้างขวางกว่าสำหรับผู้ซื้อลิขสิทธิ์ที่ต้องการภาษาและกลิ่นอายของวัฒนธรรมจีน รวมถึงประเทศไทยเองที่เป็นผู้ซื้อนิยายย้อนยุคจากจีนมาอย่างยาวนานก็เป็นหนึ่งในประเทศที่หันมาซื้อหนังสือจากไต้หวันมาแปลเช่นกัน

ค้าปลีกรุกสร้างสวรรค์ของคนรักหนังสือ

นอกจากสำนักพิมพ์จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันวิถีชีวิตของผู้บริโภคแล้ว ร้านหนังสือเองก็เช่นกัน อย่างร้านหนังสือ Eslite หรือที่คนไต้หวันเรียก เฉิงผิ่น ก็ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองจากร้านที่ขายหนังสือธรรมดาเป็นร้านหนังสือที่ขายไลฟ์สไตล์และหนังสือแทน จนกลายเป็นร้านหนังสือสไตล์โมเดิร์นซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนไต้หวันเข้าไปอ่านหนังสือกันมากที่สุดและเป็นร้านหนังสือแห่งแรกของไทเปที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ภายในร้านเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภทหลากหลายภาษากว่า 1 ล้านเล่ม โดยผู้ใช้บริการสามารถอ่านได้นานเท่าที่คุณต้องการโดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อหนังสือแม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าอ่านเล่มไหนแล้วถูกใจก็สามารถซื้อกลับบ้านได้

ซึ่งแนวคิดของร้านหนังสือนี้ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่อยากจะอ่านแต่ไม่อยากเสียเงินจำนวนมากซื้อหนังสือ หรือบางคนอยากจะซื้อแต่ก็ไม่แน่ใจว่าหนังสือจะสนุกตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ และยังตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับหนังสือด้วย เพราะที่นี่ไม่ใช่ร้านหนังสือที่ทำตัวเป็นห้องสมุดที่จะคอยมีบรรณารักษ์มาคอยบอกให้คุณอยู่กันเงียบๆ แต่ธีมของร้านคือเป็นคอมมูนิตีสำหรับคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาอยู่รวมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน โดยในร้านจะแบ่งโซนอย่างชัดเจน เช่น โซนหนังสือทำอาหาร การทำธุรกิจ นิยายเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของหนอนหนังสือเลยทีเดียว

อ่านฟรีแล้วร้านได้กำไรจากไหนกัน?

Eslite อยู่ได้ด้วยจุดขายในการเชื่อมเอาหนังสือให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ ร้านเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเสพสื่อ งานศิลป์ อีเวนทต์ การแสดง นิทรรศการ กิจกรรมเวิร์กช็อปต่างๆ เป็นทั้งร้านกินดื่ม คาเฟ่ทั้งชาทั้งไวน์ แถมยังเป็นแหล่งช็อปสินค้าท้องถิ่นหลากดีไซน์ที่มีร้านเสื้อผ้าแบรนด์เล็กแบรนด์น้อยมาเปิดอีกมากมาย จึงมีรายได้จากการจัดกิจกรรมและค่าเช่าพื้นที่มาเสริมจากเดิมที่พึ่งพิงรายได้จากการขายหนังสือเพียงแหล่งเดียว

โดยร้านนี้มีกว่า 50 สาขาทั่วไต้หวันทั้งยังขยายสาขาไปถึงฮ่องกงและจีน  โดยช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของร้านหนังสืออันไม่มีวันหลับไหลแห่งนี้คือ ช่วง 4 ทุ่ม ถึง ตี 2  ทั้งนี้สาขาตุนหนานยังติดอันดับ 1 ใน 17 ร้านหนังสือที่เจ๋งสุดของโลกโดยการคัดเลือกของสำนักข่าว CNN อีกด้วย  ใครไปเที่ยวไต้หวันก็อย่าลืมไปแวะเวียนดูความยิ่งใหญ่ของร้านนี้กันนะคะ

เห็นการเติบโตของสิ่งพิมพ์ของไต้หวันแล้วในฐานะคนที่ชอบอ่านหนังสือเล่มก็อดชื่นใจไม่ได้ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในไต้หวันอาจจะไม่ได้ฟื้นคืนชีพอย่างทุกวันนี้ หากปราศจากความร่วมใจจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคธุรกิจ สมาคมต่างๆ รวมถึงประชาชนซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้สิ่งพิมพ์ยังคงอยู่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด หัวใจสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมหนังสือยังอยู่ได้ก็คงหนีไม่พ้นวิถีชีวิตของชาวไต้หวันที่มีการอ่านฝังรากลึกจนไม่มีใครอยากเสียมันไปนั่นเอง

 

ที่มา

prachachat , pwc, ditp, matichon, thairath, encyclopedia, 2seasagency, publishingperspectives, Dooddot

Related Posts

Begin typing your search term above and press enter to search. Press ESC to cancel.

Back To Top